สัญลักษณ์จังหวัดขอนแก่น
           เป็นรูปเจดีย์เก่าครอบต้นมะขาม    เรียกว่าเจดีย์ขามแก่น ซึ่งเป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัด มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า ครั้งหนึ่งต้นมะขามใหญ่ถูกตัดโค่นลงไว้หลายปีกลับงอกงามมีกิ่งก้านสาขาขึ้นอีก ประชาชนถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ จึงพากันสร้างเจดีย์ครอบต้นมะขามไว้ เรียกว่า เจดีย์ขามแก่น และถือเป็นปูชนียสถาน เคารพกราบไหว้ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน จึงได้นำมาเป็นตราประจำจังหวัด ต่อมาคำว่า "ขามแก่น" ก็เพี้ยนเป็น "ขอนแก่น"
สมัยก่อนประวัติศาสตร์
            หลักฐานการสำรวจบริเวณบ้านโนนนกทา บ้านนาดี ต.บ้านโคก อ.ภูเวียง ของวิลเฮล์มจิโซลไฮม์ เรื่องเออร์ลี่บรอนซ์อิน นอร์ธอิสเทริน์ ไทยแลนด์ ได้ค้นพบเครื่องสำริดและเหล็ก มีเครื่องมือเครื่องใช้เป็นขวาน รวมทั้งแบบแม่พิมพ์ที่ใช้หล่อ มีกำไลแขนสำริดคล้องอยู่ที่โครงกระดูกท่อนแขนซ้อนกันหลายวง พบกำไรทำด้วยเปลือกหอย รวมทั้งพบแหวนเหล็กในแสดงว่ามีการปั่นด้ายทอผ้าใช้ในยุคนั้นแล้วนอกจากนี้ยังพบขวานทองแดง อายุ 4,600-4,800 ปี เป็นหัวขวานหัวเดียวที่พบในประเทศไทย ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์ในชั้นดินที่ 20 การกำหนดอายุโดยคาร์บอนด์14จากชั้นดินที่19 ปรากฏอายุ 4,275 ปีจากหลักฐานข้างต้นพิสูจน์ให้เห็นว่าอาณาเขตบริเวณจังหวัดขอนแก่นเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรม วัฒนธรรมอันสูงสุดมาแต่ดึกดำบรรพ์ มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนสมัยพุทธกาลหลายพันปี
สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา
            บริเวณบ้านโนนเมือง วัดป่าพระนอน ตำบลชุมแพ เสมาหินปักอยู่เป็นระยะ และล้มจนดินมีรอยสลักกลีบบัวกลีบเดียวหรือสองกลีบ แท่งหินที่สำคัญที่ชาวบ้านเรียกว่า เสาหลักเมือง เป็นรูปทรงกลม มีรอยจารึกซึ่งเข้าใจว่าเป็นตัวอักษรมอญโบราณ ได้นำเอามาทำเป็นเสาหลักเมืองขอนแก่น
           เมืองโบราณแห่งนี้กรมศิลปากรได้ขุดพบกระดูกมนุษย์โบราณฝังอยู่อย่างเป็นระเบียบ มีโบราณวัตถุหลายอย่างฝังรวมอยู่ด้วย สันนิษฐานว่าเป็นเมืองที่มีคนอาศัยอยู่มาหลายยุคหลายสมัย บริเวณยอดเขาภูเวียงเป็นวงกลมซึ่งโอบล้อมพื้นที่ 3 ตำบล มีพระพุทธรูปแบบทราวดี จากภาพถ่ายทางอากาศ พบเมืองโบราณหลายแห่งอยู่ใกล้ลำน้ำพองซึ่งเป็นลำน้ำสำคัญ คือเมืองโบราณที่วัดดงเมืองแอมในเขตอำเภอน้ำพอง เมืองมีขนาด 2900 x 3000 เมตร ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสานเท่าที่ได้พบเห็นในประเทศไทย จะเป็นรองอยู่ก็เฉพาะเมืองนครชัยศรี (นครปฐมโบราณ) สมัยอยุธยาและกรุงธนบุรี เมื่ออิทธิพลของขอมเสื่อมลงหลังพุทธศตวรรษที่ 16 จนกระทั่งถึงสมัยอยุธยา
           บ้านเมืองทางภาคอีสานโดนกระทบจากภัยสงคราม หรือภัยอื่นๆ จนกลายเป็นเมืองร้าง ผู้คนระส่ำระสาย ในการประชุมพงศาวดารภาค 70 ของกรมศิลปากร เรื่องพงศาวดารย่อนครเวียงจันทร์ปรากฏข้อความตอนหนึ่งว่า " ศักราชได้ 76 ปี กาบสะง้าเจ้าบ้านท่านกวาดครัวภูเวียงลง" คำว่าศักราชได้ 76 เทียบได้กับ พ.ศ 2257 คือ 16 ปี ก่อนพระเจ้าศิริบุญสารขึ้นครองราชสมบัติ หรือปลายสมัยอยุธยาและว่าภูเวียงมีฐานะเป็นชุมชนเมืองสำคัญแล้ว มีฐานะเป็นเมืองป้อมหรือเมืองหน้าด่านของเวียงจันทร์ ตั้งอยู่ในเส้นทางมาติดต่อกับนครเวียงจันทร์กับกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงเทพ ฯการเดินทัพเดินทางโดยทั่วไปของทั้งสองนครต้องผ่านโคราช ช่องทางสามหมอ ภูเวียงหนองบัวลำภู เพราะเป็นทางตรง และมีน้ำท่วมอุดมสมบูรณ์
           ต่อมาภายหลังเพื่อหลีกเลี่ยงทางลุ่มจึงมีทางรถไฟ ทางรถยนต์ระยะแรกไปตามที่ดอน ผ่านเมืองพล บ้านไผ่ ขอนแก่น อุดรฯลฯ สมัยรัตนโกสินทร์ การตั้งเมืองชลบถ (ชื่อเดิมมิใช่ชนบท) และเมืองขอนแก่น พงศาวดารภาคอีสานฉบับของพระยาขัตติวงษา (เหลา ณ ร้อยเอ็ด) มีความสำคัญตอนหนึ่งว่า (พ.ศ 2325) ทราบข่าวว่าเมืองแสนกลัวความผิดหลบตัวหนีลงไปพึ่งพระยาโคราช พระยาโคราช พระยาโคราชบอกให้ เมืองแสนลงไปเมืองเจ้าเมืองจึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระจันทรประเทศขึ้นมาตั้งบ้านกองแก้วเป็นเมืองชลบถ มีไพร่พลสมัครไป ด้วย 340 คน ในรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พ.ศ 2340 ฝ่าย เพี้ยเมืองแพน บ้านชีโหล่นเมืองสุวรรณภูมิเห็นว่า เมืองแสนได้เมืองชลบถก็อยากจะได้บ้าง จึงเกลี้ยกล่อมคนได้สามร้อยคนเศษจึงสมัครขึ้นอยู่กับพระยานครราชสีมา แล้วขอตั้งบ้านบึงบอนเป็นเมืองเจ้าพระยานครราชสีมาได้มีใบบอกมายังกรุงเทพฯ โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเเพี้ยเมืองแพนเป็นพนะนครศรีบริรักษ์ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองขอนแก่น
พ.ศ. 2352 ท่านราชานนท์ ย้ายเมืองไปตั้งที่ริมหนองเหล็กพันชาติหรือคงพันชาด (หมู่บ้านแพง อ.โกสุมพิสัย)
พ.ศ. 2381 ย้ายเมืองขอนแก่นกลับมาตั้งอยู่ริมบึงบอน( ตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านโนนทัน ต. ในเมือง อ. เมืองในปัจจุบันนี้)
พ.ศ. 2434 โปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ และโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองขอนแก่นมาตั้งที่บ้าน อ. ขอนแก่น
พ.ศ. 2442 โปรดให้ย้ายกลับไปตั้งที่บ้านบึงบอนดังเดิม ( เมืองเก่า)
พ.ศ. 2447 โปรดให้เรียกตำแหน่งข้าหลวงประจำเมืองขอนแก่นว่าข้าหลวงประจำบริเวณพาชี
พ.ศ. 2451 ย้ายศาลากลางเมืองขอนแก่นมาตั้งที่บ้านพระลับ ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น (ศาลากลางหลังเก่า) และเปลี่ยนข้าหลวงประจำบริเวณเป็นผู้ว่าราชการเมือง
พ.ศ. 2459 โปรดให้เปลี่ยนคำว่าเมืองเป็นจังหวัด
พ.ศ. 2507 ได้สร้างศาลากลางใหม่ที่สนามบินเก่า ห่างจากที่เดิม 2,000 เมตร ปัจจุบันเรียกว่า "ศูนย์ราชการ" ในสมัยนายสมชาย กลิ่นแก้ว เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ซึ่งท่านได้ดำรงตำแหน่งในระหว่าง พ.ศ. 2503-2511 อำเภอเมือง