เกษตรอินทรีย์
ประวัติความเป็นมา  
                          รัฐบาลได้กำหนดเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ โดยให้ทุกส่วนราชการ ร่วมปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  เพื่อ
ดำเนินการปรับเปลี่ยนระบบการผลิต   ที่พึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมี มาเป็นการพึ่งตนเองในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ตามแนวเศรษฐ
กิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยคำนึงถึงทุกมิติ ดังนั้นรัฐบาลจึงได้กำหนดแผนบูรณาการ การพัฒนาเกษตรอินทรีย์  
ขึ้นระหว่าง ปีพ.ศ. 2549 - 2552 เพื่อเป็นกรอบแผนยุทธศาสตร์ในการดำเนินงานของภาครัฐและเอกชน
“เกษตรอินทรีย์”  หมายความว่าอะไร   และทำอย่างไรจึงจะเป็นเกษตรอินทรีย์    
                         เกษตรอินทรีย์    (Organic  Farming  or  Organic  Agriculture)  ในความหมายของสหพันธ์เกษตรนานาชาติ 
 International  Federation  of  Agriculture  Movement  (IFOAM)  นั้น  หมายถึง  ระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย ด้วยความ 
ยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม  สังคมและเศรษฐกิจ โดยเน้นการปรับปรุงบำรุงดิน การเคารพต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืชสัตว์และระบบ 
นิเวศ  การเกษตรอินทรีย์จึงลดการใช้ปัจจัยการผลิตจากภายนอกและหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์  เช่น  ปุ๋ยเคมี  สารเคมีกำจัด
ศัตรูพืชและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์  ขณะเดียวกันก็ประยุกต์ใช้ธรรมชาติในการเพิ่มผลผลิต  และพัฒนาความต้านทาน ต่อโรคของพืช
และสัตว์เลี้ยง
                        เกษตรอินทรีย์  อีกความหมายหนึ่ง   หมายถึง    ระบบการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีในการปรับปรุงบำรุงดิน    ไม่ใช้สาร
เคมีในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืช  ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช  ตลอดจนไม่ใช้ฮอร์โมนกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชและ 
สัตว์  นอกเหนือไปจากการไม่ใช้สารเคมี  ปุ๋ยเคมีและสารสังเคราะห์ทั้งมวลแล้ว  การจะเป็นเกษตรอินทรีย์สมบูรณ์แบบนั้น    ในดิน
ในน้ำและในอากาศก็ต้องไม่มีสารเหล่านี้ตกค้างอยู่ด้วย
                      การทำเกษตรอินทรีย์จึงต้องเลือกพื้นที่ที่ไม่เคยทำการเกษตรเคมีมาไม่น้อยกว่า  3  ปี  ควรต้องเป็นพื้นที่ค่อนข้างเป็นที่
ดอนและโล่งแจ้ง  ต้องอยู่ห่างจากโรงงานอุตสาหกรรม  อยู่ห่างจากแปลงที่ปลูกพืชโดยใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี  อยู่ห่างจากถนนหลวง
หลัก   และจะต้องมีแหล่งน้ำปลอดสารเคมีและสารมีพิษทั้งมวลด้วย
วิธีการทำเกษตรอินทรีย์    
1.ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ ทั้งสิ้น  เช่น  ปุ๋ยวิทยาศาสตร์  และยาปราบศัตรูพืช
2.มีการไถพรวนระยะเริ่มแรก  และลดการไถพรวนเมื่อปลูกไปนาน ๆ เพื่อรักษาสภาพโครงสร้างของดิน
3.มีการเปลี่ยนโครงสร้างของดินตามธรรมชาติ  คือมีการคุมดินด้วยใบไม้แห้ง  หญ้าแห้ง  ฟางแห้ง  วัสดุอื่น ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น
เพื่อรักษาความชื้นของดิน
4.มีการใช้ปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยคอก  และปุ๋ยพืชสด เพื่อบำรุงรักษาแร่ธาตุที่จำเป็นแก่พืชในดิน
5.มีการเติมจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์
6.มีการเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วย  เช่น  เทคนิคการปลูก  การดูแลเอาใจใส่  การขยายพันธุ์  การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์  การให้น้ำ
ตลอดจนการเก็บเกี่ยว
7.มีการปลูกอย่างต่อเนื่อง  ไม่ปล่อยที่ดินให้ว่างเปล่า  แห้งแล้ง  ทำให้โครงสร้างของดินเสียจุลินทรีย์จะตาย  อย่างน้อยให้ปลูกพืช
คลุมดินไว้ชนิดใดก็ได้
8.มีการป้องกันศัตรูพืช  โดยใช้สารสกัดธรรมชาติ  เช่น  สะเดา  ข่า  ตะไคร้  ยาสูบ  โล่ติ๊น  และพืชสมุนไพรอื่น ๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่น
                        จะเห็นได้ว่าการทำเกษตรแบบอินทรีย์นั้นไม่ใช้เรื่องเกินความสามารถของเกษตรกรไทย   และการทำเกษตรอินทรีย์
นั้นจะได้ผลผลิตน้อยในระยะแรกเท่านั้น    เมื่อดินเริ่มฟื้นมีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติแล้ว  ผลผลิตจะสูงขึ้น
ข้อดีของเกษตรอินทรีย์ คือ  
1.ให้ผลผลิตที่มีปริมาณ และคุณภาพที่ดีกว่า
2.ให้ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ดีกว่า
3.ให้สิ่งแวดล้อมที่ดีกว่า
4.ให้คุณภาพชีวิต และคุณภาพจิตที่ดีกว่า
5.ผู้บริโภคและเกษตรกรผู้ผลิต  ไม่ต้องเสี่ยงต่อสารพิษที่อาจก่อให้เกิดโรคร้ายที่เป็นอันตรายต่อชีวิต
การเกษตรอินทรีย์  เป็นสิ่งดีที่น่าจะเป็นการสร้างสมดุลให้กับ
ธรรมชาติ  ซึ่งจะนำไปสู่ระบบการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน  มั่งคงและปลอดภัย
เกษตรอินทรีย์กับการชลประทาน  
                     ในการพัฒนาเกษตรอินทรีย์นั้น  น้ำเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนการผลิตของเกษตรอินทรีย์ พร้อมทั้งระบบการผลิต
ปุ๋ยอินทรีย์ และสารอินทรีย์ต่างๆ   ของขั้นตอนขบวนการผลิตเกษตรอินทรีย์  รวมทั้งระบบการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และสารอินทรีย์
เพื่อใช้เอง   ดังนั้นเพื่อตอบสนองและดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล กรมชลประทาน โดยโครงการชลประทานสมุทรสงคราม
 จึงได้บูรณาการร่วมกับส่วนราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เช่น  สำนักงานเกษตรจังหวัด  สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด
ดำเนินการจัด  “โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาเกษตรอินทรีย์”    เพื่อให้ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์แก่เกษตรกรในพื้นที่
ชลประทานของโครงการชลประทานสมุทรสงคราม  และเกษตรกรทั่วไปที่ต้องการเข้าร่วมโครงการฯ  โดยเกษตรกรที่ผ่านการฝึก
อบรมสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง  
โครงการฝึกอบรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ปี2551
โครงการฝึกอบรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ปี2551,โครงการฝึกอบรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ปี2551