จังหวัดสมุทรสงคราม  (วานนี้)

สมัยก่อนกรุงศรีอยุธยา

                                ผลจากการสำรวจของบุคคลหลายคนเชื่อว่าเมื่อประมาณ  2,000 ปีมาแล้ว  ฝั่งทะเลอยู่ล้ำเข้ามาในพื้นแผ่นดินใหญ่มาก  ผืนแผ่นดินในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเคยเป็นทะเลมาก่อน  ต่อมาเมื่อกระแสน้ำลำธารได้พัดเอาดินและทรายบนผืนแผ่นดินใหญ่ลงมาทัมถมเป็นเวลานานหลายพันปี  จึงเกิดแผ่นดินงอกออกไปแทนที่ชายทะเลเพิ่มมากขึ้น  ด้วยเหตุนี้น่าจะสันนิษฐานได้ว่า  ในสมัย 2,000 ปีมาแล้วนั้น  เมืองสมุทรสงครามยังไม่เกิด พื้นที่ที่ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลองทั้งหมดในขณะนี้ยังไม่มี

สมัยกรุงศรีอยุธยา

                                เมื่อ พ.ศ.2230  ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นั้น  ตรงปากแม่น้ำแม่กลองมีเมือง     แม่กลองตั้งอยู่  ทั้งยังเป็นเมืองขนาดใหญ่พอสมควร เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองท่าจีนที่ตั้งอยู่ปากแม่น้ำท่าจีน  คือใหญ่กว่าเมืองท่าจีน (จังหวัดสมุทรสาครในปัจจุบัน)   ขณะนั้นเมืองแม่กลองไม่มีกำแพงเมือง  มีแต่ป้อมเล็กๆ   ตั้งอยู่ริมแม่น้ำหน้าเมืองเพียงป้อมเดียว  และการเดินทางระหว่างกรุงศรีอยุธยากับเมืองตะนาวศรีที่จะสะดวกสบายนั้น  ต้องลงเรือจากกรุงศรีอยุธยามายังบางกอก  ผ่านคลองและแม่น้ำต่างๆ  ในคืนแรกจะพักแรมที่เมือง    ท่าจีน  รุ่งขึ้นนั่งเรือผ่านเมืองแม่กลองไปพักที่เมืองเพชรบุรี  แล้วเดินทางบกผ่านเมืองปราณ  เมืองกุย  เมืองแคลง  แล้วถึงเมืองตะนาวศรี  และลงเรือกำปั่นที่นั่น

                                ชื่อ  “เมืองแม่กลอง”  คงใช้ต่อมาเป็นเวลานานแล้วได้เปลี่ยนชื่อเป็น  “สมุทรสงคราม”  แต่ยังหาหลักฐานยืนยันไม่ได้ว่าได้เปลี่ยนเมื่อใด  เพราะจู่ๆ  ก็พบเมืองสมุทรสงคราม  สมุทรปราการ  และสาครบุรี  อยู่ในบัญชีรายชื่อหัวเมืองฝ่ายตะวันออก  (ในรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี)  ในหนังสือ “คำให้การชาวกรุงเก่า”  ซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ได้ประทานข้อสันนิษฐานไว้ว่า  เป็นคำให้การที่เจ้าหน้าที่พม่าซักถามได้จากสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร  และข้าราชการน้อยใหญ่ที่พม่าเก็บเอาตัวเป็นเชลยไปประเทศพม่า  เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา  พ.ศ.2310  ซึ่งหมายความว่าเรื่องราวต่างๆ  ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนั้น ได้เกิดขึ้นหรือเป็นอยู่ในเมืองไทยก่อน พ.ศ.2310  แสดงว่าเมืองแม่กลอง ได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองสมุทรสงครามก่อน พ.ศ.2310  นั้นเอง  เว้นแต่ไม่ทราบว่าเป็นปีใด  และจากหลักฐานในหนังสือกฎหมายตราสามดวง ว่าด้วยพระราชกำหนดเก่าระบุไว้เรื่องการเรียกสินไหมพินัยคดีความ ได้ออกชื่อเมืองแม่กลอง  เมืองสาครบุรี และเมืองสมุทรปราการ  หมายความว่าในปี พ.ศ.2265   เมืองนี้ยังคงเรียกว่า  “เมืองแม่กลอง”   อยู่   แต่ข้อความในพระราชกำหนดเก่าซึ่งตราขึ้นใน      รัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  เมื่อ พ.ศ.2299  ระบุว่าโปรดเกล้าฯ  ให้พระยารัตนาธิเบศท์สมุหมนเทียรบาล  เอาตัวขุนวิเศษวานิช  (จีนอะปั่นเต็ก)  ขุนทิพและหมื่นรุทอักษร ที่บังอาจกราบทูลขอตั้งบ่อนเบี้ยในแขวงเมืองสมุทรสงคราม  เมืองราชบุรี  และเมืองสมุทรปราการ  ทั้งๆ ที่ได้มีกฎหมายรับสั่งห้ามไว้ก่อนแล้วมาลงโทษ

                                ฉะนั้น  จึงเชื่อได้ว่า  เมืองแม่กลองได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองสมุทรสงคราม  ในระหว่าง  พ.ศ.2265 (รัชกาลสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ) กับ พ.ศ.2299 (รัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ)  หลังจากนั้นมาในทางราชการจึงเรียกชื่อเมืองนี้ว่า  เมืองสมุทรสงคราม

/ประวัติด้านการทหาร…

 

ประวัติด้านการทหาร

                                เนื่องจากเมืองสมุทรสงครามหรือเมืองแม่กลองตามที่ชาวบ้านเรียก  ตั้งอยู่ห่างจากเส้นทางเดินทัพของพม่าที่จะผ่านเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา  ดังนั้น ในสมัยโบราณเมืองสมุทรสงคราม  จึงได้รับผลกระทบกระเทือนจากสงครามโดยตรงน้อยมาก  แต่การเกณฑ์คนไปรบร่วมกับกองทัพในกรุงนั้น  ชาวแม่กลองต้องร่วมอยู่ด้วยทุกสงคราม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามที่เกิดจากพม่ารุกผ่านเข้ามาทางด้านเจดีย์สามองค์  ด่านสิงขร  และจากทางปักษ์ใต้    ผ่านเมืองปราณ  และเมืองกุย   เพราะสมัยนั้นเมืองแม่กลองมีฐานะเป็นเมืองจัตวา  หรือ     หัวเมืองชั้นใน  อยู่ในเขตราชธานี  เมื่อเกิดสงครามขึ้นชายฉกรรจ์ในเมืองแม่กลองจึงถูกเกณฑ์ไปเข้ากองทัพกรุงศรีอยุธยาตามพระราชกำหนด  โดยมีเจ้าเมืองเป็นผู้บังคับบัญชา

สมัยกรุงธนบุรี

                                ในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระที่นั่งสุริยวงศน์อมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์)  พระองค์ได้โปรดให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ตำบลบางกุ้ง  เรียกว่า “ค่ายบางกุ้ง”  โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งใหญ่อยู่กลางค่ายเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ  และเป็นที่เคารพบูชาของทหาร

                                พ.ศ.2310  หลังจากที่พม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว  ค่ายบางกุ้งไม่มีทหารรักษา  ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  โปรดให้จีนรวบรวมพลพรรคมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่าย  จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า  “ค่ายจีนบางกุ้ง”

                                พ.ศ.2311 พระเจ้ากรุงอังวะ ให้เจ้าเมืองทวายยกทัพมาสืบข่าวสภาพบ้านเมืองในสมัยกรุงธนบุรีว่าสงบราบคาบหรือจราจล  เพราะช่วงนั้นเป็นระยะเวลาที่ไทยเรากำลังผลัดแผ่นดินใหม่  เจ้าเมืองทวายได้ยกพลเดินทัพทางบกเข้ามาทางไทรโยค  และให้ยกทัพบกทัพเรือเข้ามาที่ค่ายตอกะออม  แล้วเดินทัพล้อมค่ายจีนบางกุ้งไว้  นายทัพพม่าครั้งนั้นชื่อ  แมงกี้มารหญ่า  มีทหารยกมาด้วย  2  หมื่นคนเศษ  คณะกรรมการเมืองมีใบบอกเข้าไปยังกรุงธนบุรี  ขอกำลังมาช่วยรบพม่า

                                เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงทราบข่าวศึก  โปรดให้พระมหามนตรี  (บุญมา)  จัด   กองทัพเรือ  20  ลำ  แล้วพระองค์ทรงเรือพระที่นั่งสุวรรณพิชัยนาวา  ยกทัพมาถึงค่ายบางกุ้งในเวลากลางคืน  และตีกองทัพพม่าแตกพ่ายไปสิ้น

                                พ.ศ.2317  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ยกทัพไปรบพม่าที่ค่ายบางแก้ว  เมืองราชบุรี  เสด็จโดยเรือพระที่นั่ง  ได้หยุดกองทัพพักพลเสวยพระกายาหารที่วัดกลางค่ายบางกุ้ง  เมื่อวันที่  28  กุมภาพันธ์  2317

                                ครั้นต่อมาถึงแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 3  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  ประเทศไปเกิดพิพาทกับประเทศญวนถึงกับทำสงครามด้วยกัน  เรื่องเจ้าอนุวงศ์  เมืองเวียงจันทร์  การสงครามในครั้งนั้น ใช้กองทัพบกและกองทัพเรือ  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  โปรดให้สร้างป้อมขึ้นตามปากน้ำสำคัญๆ เป็นลำดับ  เริ่มจากปากแม่น้ำเจ้าพระยาก่อน  แล้วก็ปากแม่น้ำท่าจีน  ปากแม่น้ำแม่กลอง  ปากแม่น้ำบางประกง 

และปากแม่น้ำจันทบุรี

/หนังสือ…

 

                                หนังสือ   “ตำนานเรื่องวัตถุต่างๆ    ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว    ทรงสร้าง”       กล่าวว่า  โปรดฯ  ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ  กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว)  เป็นแม่กลองอำนวยการสร้างป้อมขึ้นมาที่ปากแม่น้ำหน้าเมืองสมุทรสงครามป้อมหนึ่ง  เมื่อ  พ.ศ.2374  เสร็จแล้วพระราชทานนามว่า “ป้อมพิฆาตศึก”  เจ้ากรมป้อมมีนามว่า หลวงละม้าย  แม้นมือฝรั่ง

                                ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 5  ทางราชการเห็นว่าป้อมให้ประโยชน์ในการป้องกันน้อยมาก  จึงได้รื้อป้อมพิฆาตศึกและกำแพงลง  จัดตั้งกองโรงเรียนพลทหารเรือที่ 1  ขึ้นแทน  เมื่อ พ.ศ.2449  ใช้เป็นที่ฝึกอบรมทหารใหม่ที่เกณฑ์จากชายฉกรรจ์ในเมืองสมุทรสงคราม  จำนวน 1 ปี  แล้วส่งเข้าไปผลัดเปลี่ยนทหารเก่าในกรุงเทพฯ  พอถึง พ.ศ.2465  ได้ยุบกองโรงเรียนพลทหารเรือ  กระทรวงทหารเรือได้ยกอาคาร และที่ดินให้กระทรวงมหาดไทย  ใช้เป็นศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม  ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2468  เป็นต้นมา  จนถึง พ.ศ.2499  ได้ทำการปลูกสร้างศาลากลางจังหวัดใหม่  และโอนศาลากลางจังหวัดเดิมให้กระทรวงสาธารณสุขใช้ในกิจการของโรงพยาบาลจังหวัดสมุทรสงคราม  มาจนถึงปัจจุบัน

                                จังหวัดสมุทรสงคราม  เป็นจังหวัดที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพระบรมราชจักรีวงศ์  เพราะที่ตำบลบางช้าง  อำเภออัมพวา  นั้น  เป็นนิวาสถานเดิมของสมเด็จพระอมรินทรามาตย์  พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 1  และเป็นสถานที่ประสูติของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  รัชกาลที่ 2  และสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์      พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 2    ซึ่งเป็นพระราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า        เจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 4  และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

                                นอกจากนี้  สมุทรสงคราม  ยังได้ชื่อว่าเป็น “เมืองราชินีกูล”  อีกด้วย  ทั้งนี้เพราะพระญาติสายตรงฝ่ายสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ นั้น     ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “  บางช้าง”  ซึ่งเป็นราชินีกูลแรกก่อนราชินีกูลอื่นๆ  ในสมันรัตนโกสินทร์  และเป็นต้นกำเนิดของสกุลอื่นๆ อีกหลายสกุล  เช่น ชูโต  แสงชูโต  สวัสดิชูโต  ภมรบุตร  และวงศาโรจน์  เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง

                                เรือหลวงแม่กลองเป็นเรือรบที่ประจำการนานที่สุดของกองทัพเรือ  เป็นเวลานานถึง  60  ปี  โดยวันที่ 24 กรกฎาคม  2479  ถือเป็นวันกำเนิดเรือหลวงแม่กลอง   หลังจากต่อเรือที่ประเทศญี่ปุ่นเสร็จแล้ว ได้เดินทางถึงกรุงเทพฯ  เมื่อวันที่ 26 กันยายน  2480  และกองทัพเรือได้ส่งเรือหลวงแม่กลองไปให้ชาวแม่กลอง   จัดพิธีฉลอง เมื่อวันที่ 3-6 กุมภาพันธ์  2481

                                เรือหลวงแม่กลองเป็นทั้งเรือฝึกนักเรียน  และเรืออวดธงด้วย  หมายถึงในยามสงบมีภารกิจเป็นเรือฝึกนักเรียนทหารและนายทหาร  ส่วนยามสงครามจะทำหน้าที่เป็นเรือสลุป  ที่สามารถทำการรบได้  เรือหลวงแม่กลองเป็นเรือธงลำแรกของกองทัพเรือ  ทำหน้าที่เป็นเรือฝึกในประเทศ  และออกไปอวดธงยังต่างประเทศ  จนเป็นที่ยอมรับและเรียกว่า “เรือครู”

 

/เรือหลวงแม่กลอง…

 

 

                                เรือหลวงแม่กลองได้ทำหน้าที่ในการฝึกภาคทะเลของนักเรียนนายเรือครั้งสุดท้าย   ระหว่าง  วันที่  30  มกราคม  2538    ถึงวันที่ 20 มีนาคม  2538    ก่อนนำเข้าดำเนินการตามโครงการอนุรักษ์เรือหลวง       แม่กลอง  ได้จัดพิธีอำลาเรือหลวงแม่กลองระหว่างวันที่ 17-18 มีนาคม  2538    บริเวณแม่น้ำแม่กลอง  และได้เดินทางกลับสู่ป้อมพระจุลจมเกล้าเพื่อดำเนินการตามโครงการอนุรักษ์จัดทำพิพิธภัณฑ์เรือรบ    

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จังหวัดสมุทรสงคราม  (วันนี้)

ขนาดและที่ตั้งของจังหวัด

                                จังหวัดสมุทรสงคราม  มีเนื้อที่ประมาณ   416.707    ตารางกิโลเมตร  หรือ  260,441.87  ไร่  ตั้งอยู่ทางภาคกลางตอนล่างบริเวณริมชายฝั่งทะเลอ่าวไทย  บริเวณปากแม่น้ำแม่กลอง  โดยห่างกรุงเทพฯ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้  ตามระยะทางหลวงแผ่นดิน สายที่ 35 (ธนบุรี-ปากท่อ)  ประมาณ  65  กิโลเมตร

อาณาเขตติดต่อ

                                ทิศเหนือ               ติดต่อกับจังหวัดราชบุรี  และจังหวัดสมุทรสาคร  โดยมีลำคลองดอนมะโนรา  และรางห้าตำลึงในเขตท้องที่อำเภอบางคนที และอำเภอเมืองสมุทรสงคราม  เป็นแนวแบ่งเขต

                                ทิศใต้                     ติดต่อทะเลอ่าวไทยบริเวณปากแม่น้ำแม่กลอง  และจังหวัดเพชรบุรี

                                ทิศตะวันออก       ติดต่อกับจังหวัดสมุทรสาคร ที่คลองพรมแดน  ตำบลลาดใหญ่  อำเภอเมืองสมุทรสงคราม

                                ทิศตะวันตก         ติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดราชบุรี  โดยมีลำคลองวัดประดู่ เป็นแนวแบ่งเขตในท้องที่อำเภออัมพวา

ลักษณะภูมิประเทศ

                                สภาพโดยทั่วไป  เป็นที่ราบลุ่มริมทะเลโดยตลอด  มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ  23  กิโลเมตร  สภาพดินเป็นดินเหนียวปนทราย   มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การกสิกรรม   นอกจากนี้มีลำคลองใหญ่น้อย   มากมาย    แยกจากแม่น้ำแม่กลองกว่า  300  คลอง  กระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่  แม่น้ำสำคัญที่ไหลผ่านคือ  แม่น้ำแม่กลอง  ไหลผ่านอำเภอบางคนที  อำเภออัมพวา  ไปลงทะเลอ่าวไทยที่บริเวณปากแม่น้ำแม่กลองในเขตอำเภอเมืองสมุทรสงคราม  จากสภาพภูมิประเทศเช่นนี้  ทำให้เกิดความสะดวกในด้านการคมนาคมทางน้ำ  และประกอบอาชีพด้านกสิกรรม

ลักษณะภูมิอากาศ

                                โดยเหตุที่จังหวัดสมุทรสงคราม    ติดต่อกับอ่าวไทย    จึงได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากอ่าวไทย  และทะเลจีนใต้  ทำให้เกิดฝนตกชุกในฤดูฝน  และทำให้สภาพอากาศชุ่มชื้นตลอดทั้งปี  แบ่งออกเป็น  3  ฤดู  คือ

                                ฤดูร้อน                  เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม

                                ฤดูฝน                    เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม

                                ฤดูหนาว               เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์  ในฤดูร้อนอากาศไม่ร้อนจัดเกินไป  ในฤดูหนาวอากาศไม่หนาวจัด

 

/การปกครอง…

 

การปกครองและประชาชน

                                จังหวัดสมุทรสงคราม  แบ่งการปกครองส่วนภูมิภาคเป็น  3  อำเภอ   36 ตำบล   283   หมู่บ้าน  โดยมีอำเภอต่างๆ  ดังนี้  อำเภอเมืองสมุทรสงคราม  อำเภออัมพวา  และอำเภอบางคนที  มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  1  คน

                                ส่วนราชการในระดับจังหวัดเป็นหน่วยงาน  3  ลักษณะ  คือ  หน่วยราชการบริหารส่วนกลางในจังหวัด (ที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง) มีทั้งสิ้น  30  หน่วยงาน  (อยู่ในสังกัดกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ  มีทั้งสิ้น  19  หน่วยงาน  หน่วยงานอิสระ  2  หน่วยงาน  และรัฐวิสาหกิจ  9  หน่วยงาน)  และหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค  ประจำจังหวัดมีทั้งสิ้น  31  หน่วยงาน (โดยอยู่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย  9  หน่วยงานและสังกัดกระทรวง  ทบวง  กรม  อื่นๆ  อีก  22  หน่วยงาน)

                                การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น  มี  4  รูปแบบ  ได้แก่

                                1.  องค์การบริหารส่วนจังหวัด  1  แห่ง  คือ

                                      องค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสงคราม

                                2.  เทศบาล  2  แห่ง  คือ

                                      2.1 เทศบาลเมืองสมุทรสงคราม

                                      2.2 เทศบาลตำบลอัมพวา

                                3.  สุขาภิบาล  3  แห่ง  คือ

                                      3.1 สุขาภิบาลเหมืองใหม่            อำเภออัมพวา

                                      3.2 สุขาภิบาลกระดังงา                อำเภอบางคนที

                                      3.3 สุขาภิบาลบางนกแขวก         อำเภอบางคนที

                                4.  องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)  33  แห่ง   แยกเป็น  อำเภอเมือง  10  อบต.  อำเภออัมพวา  11  อบต.  และอำเภอบางคนที  12  อบต.

                                  สิ้นเดือนกุมภาพันธ์  2540  จังหวัดสมุทรสงคราม  มีประชากรทั้งสิ้น  205,333  คน  เป็นชาย  100,415  คน  หญิง  104,918  คน  อัตราเพิ่มประชากรร้อยละ  0.44  และมีครัวเรือน  45,702  ครัวเรือน  ประชากรอาศัยอยู่ในเขตเทศบาล  42,541  คน  คิดเป็นร้อยละ  20.72  ส่วนที่เหลือ  162,792  คน  หรือร้อยละ  79.28  อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาล  ความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ยทั้งจังหวัดเท่ากับ  493  คน/ตารางกิโลเมตร

การประกอบอาชีพ

                                ประชากรส่วนใหญ่ร้อยละ 80  ประกอบอาชีพเกษตรกรรม  และกสิกรรม  ได้แก่ การทำสวนมะพร้าว  การทำสวนผลไม้  ลิ้นจี่  ส้มโอ  กล้วย  พืชผักต่างๆ  ทำประมง  และทำนาบ้างเล็กน้อย  จังหวัดสมุทรสงครามมีพื้นที่ทำการเพาะปลูก ประมาณ  141,301  ไร่  หรือคิดเป็นร้อยละ 54.26  ของพื้นที่ทั้งจังหวัด  และเนื่องจากจังหวัดสมุทรสงครามมีพื้นที่ติดต่อชายฝั่งทะเลระยะทาง  23  กิโลเมตร  และมีแม่น้ำแม่กลองไหล

/ผ่านทั้ง 3 อำเภอ…

 

ผ่านทั้ง  3  อำเภอ  รวมทั้งมีลำคลองน้อยใหญ่มากกว่า  300  คลอง  ทำให้อาชีพการทำประมงเป็นอาชีพสำคัญ  รองจากอาชีพทำสวน

                                อุตสาหกรรมที่สำคัญของจังหวัด ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม  อุตสาหกรรมน้ำปลา  น้ำตาลสด  ผ่านระบบการฆ่าเชื้อ (สเตอรีไลส์)  น้ำตาลมะพร้าว  น้ำผลไม้ต่างๆ  อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์  แปรรูปสัตว์น้ำ  อุตสาหกรรมแปรรูปไม้  อุตสาหกรรมห้องเย็น  ซ่อมเครื่องยนต์  อุปกรณ์เครื่องและเรือ

สภาพทางสังคม

                                จังหวัดสมุทรสงคราม    มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นชนบทเกษตรกรรม    ติดชายฝั่งทะเล     ทำให้   ประชาชนมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่แบบสังคมเกษตรกรรมประเภททำสวนมะพร้าว  สวนผลไม้  ทำประมงน้ำจืดและน้ำเค็มเป็นส่วนใหญ่  มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่นในเขตเมือง  ตามริมแม่น้ำแม่กลองทั้ง  2  ฝั่ง  และลำคลองสาขา  รวมทั้งตามแนวถนนต่างๆ

การบริการขั้นพื้นฐาน

การคมนาคมแบ่งได้เป็น  2  ทาง

                                1. การคมนาคมทางบก  มีทางหลวงแผ่นดินทั้งหมด  4  สาย คือ

                                    เส้นทางหมายเลข  35  เป็นเส้นทางรถยนต์สายธนบุรี-ปากท่อ  ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงสมุทรสงคราม  ประมาณ  65  กิโลเมตร

                                    เส้นทางหมายเลข 3092  เป็นเส้นทางรถยนต์สายสมุทรสงคราม-สมุทรสาคร  ระยะทางประมาณ  32.50  กิโลเมตร

                                    เส้นทางหมายเลข  325  เป็นทางหลวงแผ่นดิน  สายสมุทรสงคราม-ดำเนินสะดวก-บางแพ  เริ่มจากกิโลเมตรที่  28  ของถนนเพชรเกษม  ผ่านอำเภอบางแพ  และอำเภอดำเนินสะดวก  จังหวัดราชบุรี  ไปยังอำเภอบางคนที  ถึงจังหวัดสมุทรสงคราม  ระยะทาง  42  กิโลเมตร

                                    เส้นทางถนนสายสมุทรสงคราม-ปากท่อ  ซึ่งเป็นทางหลวงจังหวัด  ระยะทางทั้งสิ้น  20  กิโลเมตร

                                2. การคมนาคมทางน้ำ  ได้แก่  ทางเรือ  ซึ่งจังหวัดสมุทรสงครามมีแม่น้ำแม่กลองไหลผ่านทั้ง  3   อำเภอ   เป็นระยะทางทางประมาณ   20   กิโลเมตร   ไหลลงสู่อ่าวไทยที่ปากอ่าวแม่กลอง   มีคลองเล็กๆ         มากกว่า  300  คลอง  การคมนาคมในจังหวัดจึงใช้เรือเป็นสำคัญ

สภาพเศรษฐกิจและการพาณิชย์

                                ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดสมุทรสงคราม  ขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย  โดยจะเห็นได้จากผลผลิตภาคเกษตร  สาขาพืชผลและสาขาปศุสัตว์ขึ้น  ในขณะที่สาขาประมงกลับลดลง  แต่ผลผลิตภาคนอกเกษตรดีขึ้น  โดยเฉพาะการค้าและการบริการดีขึ้นมาก  ส่วนภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

 

/การประมง…

 

                                การประมง    เป็นสาขาการผลิตในภาคเกษตรที่ทำรายได้สูงสุดของจังหวัด    รองลงมาคือ        กสิกรรมและการแปรรูปสินค้าเกษตรอย่างง่าย

ภาคเกษตรกรรม

                                - สาขาพืชผล  ปริมาณผลผลิตของพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ มะพร้าว, น้ำตาลมะพร้าว, ลิ้นจี่, ส้มโอ, กล้วยน้ำว้า และพืชผลอื่นๆ  มีมูลค่า  1,701.94  ล้านบาท  (ข้อมูลสิ้นปี  2539)

                                - สาขาปศุสัตว์  ปริมาณสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นจากเดิม  ประมาณร้อยละ 25  ทุกชนิด  ทำให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม

                                - สาขาประมง  การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5   ขณะที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งโดยเฉพาะกุ้งกุลาดำลดลงมาก    เนื่องจากสภาพน้ำเน่าเสียทำให้กุ้งที่เลี้ยง      และเกษตรกรประสบภาวะ   ขาดทุน

ภาคอุตสาหกรรม

                                ภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 7.6  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอุตสาหกรรมประเภทโรงทำน้ำปลา  นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมแปรรูปยังมีอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรที่ผลิตได้ในจังหวัด  จำพวกโรงงานน้ำตาลสดผ่านระบบการฆ่าเชื้อ (สเตอริไลส์)  น้ำผลไม้กระป๋อง  และจำพวกโรงงานผลิตอาหารสัตว์  เป็นต้น

ภาคการก่อสร้าง

                                ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3  โดยงานก่อสร้างภาคเอกชนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10  เป็นการก่อสร้างบ้านจัดสรร  อาคารพาณิชย์  ส่วนงานก่อสร้างภาครัฐบาลค่อนข้างทรงตัว  ส่วนใหญ่เป็นงานปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค  และงานก่อสร้างตามโครงการพัฒนาตำบล  (คพต.)

ภาคการค้า

                                การค้าส่งอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว  แต่การค้าปลีกขยายตัวเพิ่มขึ้น  ประมาณร้อยละ 10  เนื่องจากราคาเลี้ยงกุ้งกุลาดำสูงขึ้น  ประกอบกับผลผลิตภาคการเกษตรมากขึ้น  ทำให้ประชาชนในจังหวัดมีอำนาจซื้อสูงขึ้น

ภาคบริการ

                                ยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากปีก่อน  ทั้งธุรกิจโรงแรม  ร้านอาหาร  และบริการขนส่ง  เนื่องจาก รัฐบาลได้กำหนดให้ท้องที่จังหวัดสมุทรสงครามเป็นแหล่งท่องเที่ยว  ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศแวะมาเยือนมากขึ้น  ส่งผลให้กิจการร้านอาหารขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10  ส่วนการคมนาคมขนส่งขยายตัวตามภาวะการท่องเที่ยว

                                โดยทั่วไปการพัฒนาเศรษฐกิจจะมีวิวัฒนาการที่สวนทางกับสภาพแวดล้อมธรรมชาติ  ดังนั้น เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของธรรมชาติให้สูญเสียน้อยที่สุด  จากการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในกิจกรรมต่างๆ 

/ในจังหวัด…

 

ในจังหวัดสมุทรสงคราม  ทางจังหวัดจึงมีนโยบายจัดตั้ง  “กองทุนสิ่งแวดล้อม”  โดยอาศัยหลักเศรษฐกิจที่ให้ผู้ปล่อยมลพิษเป็นผู้เสียค่าบำบัดมลพิษ  ทั้งนี้ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจะต้องครอบคลุมต้นทุนทุกประเภท  และทุกขั้นตอนของกระบวนการบำบัดของเสีย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ระบบป้องกันน้ำเค็มโครงการแม่กลองใหญ่

ก)  ความเป็นมาของงานก่อสร้างระบบป้องกันน้ำเค็ม

                                สถานการณ์น้ำในแม่น้ำแม่กลอง  ปี พ.ศ.  2512  แม่น้ำแม่กลองเกิดเน่าเสียครั้งแรก  ในหน้าแล้ง  เป็นระยะเวลาที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำมีน้อย  คือ  อัตราการไหลประมาณ  30  ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที  และเป็นฤดูหีบอ้อยของโรงงานน้ำตาล

                                ปี  พ.ศ.  2515  และ  พ.ศ.  2516  ในฤดูแล้งเกิดภาวะน้ำเสียอย่างรุนแรง  ตั้งแต่ช่วงอำเภอ       ท่ามะกา  ไปถึงปากแม่น้ำแม่กลองในจังหวัดสมุทรสงคราม  รวมระยะทาง  100  กิโลเมตร  ซึ่งทำให้เกิด      ความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจสังคม   และสุขอนามัยของประชาชน

                                ต่อมาเกิดสภาวะฝนแล้งติดต่อกันอีกเป็นเวลา  2 - 3  ปี  ระหว่างปี  พ.ศ.2520  -  พ.ศ.2522      ทำให้ปริมาณน้ำซึ้งไหลมาตามแม่น้ำสายต่างๆ  มีปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์ปกติมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำ      แม่กลอง  บริเวณตั้งแต่ใต้เขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนแม่กลอง ; 2544) ลงไป  เกือบจะไม่มีน้ำไหลผ่าน  ประกอบกับเป็นระยะที่เขื่อนศรีนครินทร์สร้างเสร็จและเริ่มเก็บกักน้ำ  (เริ่มสร้างปี พ.ศ.2517 เก็บน้ำปี พ.ศ.2520)  จากสภาวะฝนแล้งดังกล่าว  ทำให้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำมีน้อย   เสียเวลาเก็บกักนาน 2-3 ปี   จึงจะสามารถระบายน้ำ  เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและเพื่อการชลประทานได้   ทำให้สภาพภูมิประเทศบริเวณจังหวัดสมุทรสงคราม โดยทั่วไปเกิดสภาวะดินเค็มซ้ำซาก   เนื่องจากน้ำทะเลได้ไหลเข้ามาตามคลองธรรมชาติซึ่งมีอยู่มากมาย  เขื่อนวชิราลงกรณ   (เขื่อนแม่กลอง ; 2544)  ก็ไม่สามารถระบายน้ำลงไปผลักดันน้ำเค็มได้  เนื่องจากปริมาณน้ำที่    กฟผ.ระบายน้ำมาให้มีจำนวนจำกัดเพียงพอเฉพาะพื้นที่ในเขตชลประทานของโครงการ           แม่กลองใหญ่เท่านั้น สภาวะดินเค็มในเขตจังหวัดสมุทรสงครามดังกล่าวทำให้ราษฎรซึ่งประกอบอาชีพชาวสวนได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากผลผลิตตกต่ำ    บางรายไม่สามารถประกอบอาชีพชาวสวนต่อไปได้เนื่องจากสภาพดินเค็ม

                                วันที่  7  มิถุนายน  2523  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  รัชกาลปัจจุบัน  ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรที่จังหวัดสมุทรสงคราม  และทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท  จึงมีพระราชดำริกับผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามในขณะนั้น  ให้หาทางสร้างผนังกั้นน้ำเค็ม  มิให้บุกรุกทำลายพืชผัก  และสวนผลไม้     ของราษฎรชาวสวนในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม 

                                วันที่  9  มิถุนายน  2523  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้  นายเล็ก  จินดาสงวน  เจ้าหน้าที่กรมชลประทานเข้าเฝ้าที่พระตำหนักเปี่ยมสุข  วังไกลกังวล       ได้ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับงานชลประทาน  ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดสมุทรสงคราม  ดังนี้  “ควรพิจารณาวางโครงการป้องกันน้ำเค็มอย่างถาวร   เพื่อป้องกันพื้นที่เพาะปลูก  สวนมะพร้าว  สวนผลไม้  ในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม  สมุทรสาคร  และจังหวัดเพชรบุรีโดยเร่งด่วน  ซึ่งได้รับความเสียหายเนื่องจากน้ำเค็ม

/เป็นประจำทุกปี...

 

เป็นประจำทุกปี  โดยพิจารณาแบ่งเขตพื้นที่ที่จะได้รับประโยชน์จากน้ำจืด  เช่น  นา  สวนมะพร้าว  และ         สวนผลไม้  กับพื้นที่ที่จะได้รับประโยชน์จากน้ำเค็ม  เช่น  นาเกลือ  นากุ้ง  ป่าไม้โกงกาง  และป่าจาก  สำหรับ    ในเขตน้ำจืดนั้นควรพิจารณาส่งน้ำจากโครงการเจ้าพระยาใหญ่  และโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ลงมาให้อย่างเพียงพอด้วย  เพื่อให้ราษฎรประกอบอาชีพได้ตามความเหมาะสม  ทางด้านวิชาการและด้านสังคม”

                        ต่อมาเมื่อวันที่  19  มีนาคม  2524  ได้มีการสัมมนาเกี่ยวกับการจัดสรรน้ำในลุ่มน้ำแม่กลอง      ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม โดย ฯพณฯ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.อาณัติ  อาภาภิรม)  เป็นประธานการสัมมนา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงโครงการป้องกันน้ำเค็ม  พณฯรมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้สั่งการให้         กรมชลประทาน  ประสานงานกับจังหวัดและราษฎรเจ้าของพื้นที่  เพื่อหาทางป้องกันน้ำเค็มมิให้บุกรุก            เข้าทำความเสียหายแก่ชาวสวน  ในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม

                                กรมชลประทานโดยโครงการแม่กลองใหญ่  จึงได้พิจารณาวางโครงการป้องกันน้ำเค็มให้แก่พื้นที่ในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร  โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีนเสียใหม่  และได้รับความเห็นชอบจากกรมชลประทาน และพณฯ รมว.กระทรางเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินการตามที่วางโครงการต่อไป

ข)  วัตถุประสงค์

                                เพื่อป้องกันน้ำเค็มบุกรุกเข้าทำความเสียหายในพื้นที่ชายทะเลทางส่วนทิศใต้ ของโครงการ     แม่กลองใหญ่  บริเวณจังหวัดสมุทรสงคราม  และจังหวัดสมุทรสาคร  จึงได้กำหนดเขตแบ่งพื้นที่  เป็นเขตน้ำจืด  และเขตน้ำเค็มที่แน่นอนขึ้น  โดยคณะกรรมการชุดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.อาณัติ  อาภาภิรม)  แต่งตั้งขึ้นพิจารณากำหนดแนวคันกั้นน้ำเค็มถาวร  โดยแบ่งพื้นที่เป็น  3  เขต  คือ

                                เขตที่ 1  คือ  เขตน้ำจืด (สีขาว)  เป็นเขตที่ต้องอนุรักษ์ไว้ไม่ให้ดินเค็ม  สภาพน้ำสามารถ        ใช้ประโยชน์ได้ทั้งเป็นน้ำกินและน้ำใช้  ได้แก่  พื้นที่ในเขตอำเภออัมพวาตอนเหนือ  และอำเภอบางคนที

                                เขตที่ 2  คือ  เขตน้ำกร่อย (สีเหลือง)  เป็นเขตที่จะต้องฟื้นฟูให้สภาพดินดีขึ้น  สภาพน้ำ       เป็นน้ำกร่อย  เป็นพื้นที่ในเขตอำเภออัมพวา  และเขตอำเภอเมืองสมุทรสงคราม

                                เขตที่ 3  คือ  เขตน้ำเค็ม (สีม่วง)  เป็นเขตซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะอยู่ติดทะเล       น้ำเค็มเข้าถึง  ต้องหาทางให้ราษฎรประกอบอาชีพที่เหมาะสมต่อไป  เป็นพื้นที่ในเขตอำเภอเมืองสมุทรสงครามตอนล่าง

                                การแบ่งพื้นที่ออกเป็น  3  เขต  ก็เพื่อแสดงถึงการกำหนดเขตพื้นที่ที่เป็นน้ำจืด  พื้นที่ที่เป็น    น้ำกร่อยและพื้นที่ที่เป็นน้ำเค็มที่แน่นอน  ซึ่งเป็นการสะดวกที่เกษตรกรจะกำหนดการประกอบอาชีพตามความเหมาะสมของพื้นที่นั้น ๆ และภูมิปัญญาท้องถิ่นในแต่ละเขต  เมื่อได้มีการกำหนดเขตต่าง ๆ เป็นที่แน่นอนแล้ว  จึงได้มีการวางแนวคันกั้นน้ำเค็มขึ้น   โดยกรมชลประทาน    เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างคันกั้นน้ำเค็ม    และอาคาร

/ประกอบต่างๆ...

 

ประกอบต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม  และจังหวัดสมุทรสาคร

ค)  โครงการก่อสร้างป้องกันน้ำเค็มในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม

ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1  (ฝสบ.คป.1)  (งานป้องกันน้ำเค็มฝั่งซ้าย)

                                ที่ตั้งที่ทำการ         บริเวณ  ปตน.- ปตร.ปลายคลองแม่กลอง  เนื้อที่  68  ไร่  ต.บ้านปรก

                                                                อ.เมือง  จ.สมุทรสงคราม

                                พื้นที่การควบคุม                  159.672  กม.2  (99,765  ไร่)

                                คันป้องกันน้ำเค็ม                เริ่มจากประตูระบายน้ำบางนกแขวก  ใช้ถนนบางนกแขวก-อัมพวา เป็นคันกั้นน้ำเค็มก่อสร้างคันกั้นน้ำเค็มไปเชื่อมถนนแม่กลอง ดำเนินสะดวก  แล้วก่อสร้างคันกั้นน้ำเค็มโดยผ่านทำนบดินคลองอัมพวา  ที่ตำบลบ้านปรก  และผ่านประตูระบายน้ำประตูน้ำคลองแม่กลองไปชนถนนเอกชัย  แล้วใช้ถนนเอกชัยเป็นคันป้องกันน้ำเค็มไปถึงคลองพรมแดน  แล้วก่อสร้างคันไปตามแนวถนนเอกชัยไปจนถึงทางรถไฟที่ ตำบลนาขวาง  แล้วใช้ทางรถไฟสายสมุทรสงคราม-สมุทรสาคร เป็นคันกั้นน้ำเค็มไปจนถึงตำบลบางสีคต  แล้วก่อสร้างคันโดยผ่านประตูระบายน้ำ-ประตูน้ำคลองสุนัขหอน ที่ตำบลบางกระเจ้า มาชนคันกั้นน้ำเค็มสมุทรสงคราม-สมุทรสาคร ไปจนถึงประตูน้ำบางยาง  ความยาวของคันกั้นน้ำเค็มยาว  58.000 กิโลเมตร     อยู่ในเขตจังหวัดสมุทรสงครามความยาวประมาฯ  36.525  กิโลเมตร

                                อาคารบังคับน้ำ                    มีแผนการสร้างตามแผน                    66  แห่ง

                                                                                -  ก่อสร้างเสร็จแล้ว                             36  แห่ง

                                                                                -  ยังไม่ได้ก่อสร้าง                               30  แห่ง

                                                                                -  สะพาน (สร้างเสร็จแล้ว)               24  แห่ง

ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่  2. (ฝสบ.คป.2)  (งานป้องกันน้ำเค็มฝั่งขวา)

                                ที่ตั้งที่ทำการ         บริเวณหัวงานระบบป้องกันน้ำเค็มเนื้อที่  10  ไร่  ต.แพรกหนามแดง

                                                                อ.อัมพวา  จ.สมุทรสงคราม

                                พื้นที่การควบคุม                  257.035  กม.2  (160,646.87  ไร่)

                                คันป้องกันน้ำเค็ม                เริ่มต้นจากสถานีรถไฟบางเค็มถึงทางหลวงสายธนบุรี-ปากท่อ  และใช้ถนนหลวงสายธนบุรี-ปากท่อ  เป็นคันกั้นน้ำไปถึงแม่น้ำแม่กลองแล้วก่อสร้างคันกั้นน้ำเค็มเลาะริมแม่น้ำแม่กลอง ไปจนถึงปากแม่น้ำอ้อม  รวมความยาวประมาณ  36.685  กิโลเมตร

                                อาคารบังคับน้ำ                    มีแผนการสร้างตามแผน                    60  แห่ง

                                                                                -  ก่อสร้างเสร็จแล้ว                             22  แห่ง

                                                                                -  ยังไม่ได้ก่อสร้าง                               38  แห่ง

                                                                                -  สะพาน (สร้างเสร็จแล้ว)               24  แห่ง

/การดำเนินการ...

 

                                การดำเนินการก่อสร้าง  คันกั้นน้ำเค็มและอาคารประกอบทางด้านฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง  เริ่มดำเนินการในปี  พ.ศ.  2526  และสิ้นสุดการก่อสร้างในปี  พ.ศ.  2532  สามารถก่อสร้างคันกั้นน้ำเค็มได้แล้วเสร็จ  58  กิโลกรัม  ตามแผน  สร้างอาคารบังคับน้ำตามคลองต่าง ๆ ได้ 66  แห่ง  อีก  30  แห่ง  ยังติดปัญหาที่ดินไม่สามารถดำเนินการได้  อาคารประตูระบายน้ำ-ประตูน้ำ  และทำนบดิน  ปิดคลองสุนัขหอนและอาคารประตูระบายน้ำ-ประตูน้ำ  และทำนบดินปิดคลองแม่กลอง  ติดปัญหาที่ดินยังไม่สามารถดำเนินการได้ในขณะนั้น

                                โครงการแม่กลองใหญ่ได้ดำเนินการก่อสร้าง  โครงการป้องกันน้ำเค็มตามที่ได้วางแผนไว้ด้วยวงเงินงบประมาณ    516    ล้านบาท  ใช้ระยะเวลาดำเนินการก่อสร้างระหว่างปี  2525 - 2533  ในช่วงท้ายของการดำเนินงานได้ประสบปัญหาและอุปสรรคเรื่องที่ดิน     ไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของที่ดินในการดำเนินการก่อสร้าง  เนื่องจากท้องถิ่นมีความเจริญ  ที่ดินมีราคาสูง  และมีการทุ่มลงทุนเลี้ยงกุ้งกุลาดำในพื้นที่มากมาย  จนไม่สามารถควบคุมพื้นที่น้ำกร่อย  และน้ำเค็มได้ฯ  ด้วยเหตุผลดังกล่าวงานก่อสร้างจึงไม่บรรลุเป้าหมายตามแผนงานที่กำหนด  และต้องปิดโครงการฯ  ไปในที่สุดเมื่อปี พ.ศ.  2534

                                ต่อมาในปี  พ.ศ.  2535  โครงการแม่กลองใหญ่ได้ส่งมอบงานโครงการป้องกันน้ำเค็มที่ได้    ก่อสร้างไปแล้วทั้งหมด  ให้โครงการชลประทานสมุทรสงคราม  เป็นผู้ดูแลประสานงานต่อ  เนื่องจากยังมีงาน      ก่อสร้างอาคารต่างๆ  อีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถก่อสร้างได้ในขณะนั้น เพื่อให้โครงการป้องกันน้ำเค็มในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม  และสมุทรสาคร  บรรลุวัตถุประสงค์ตามแผนงานที่กำหนดไว้

                                โครงการชลประทานสมุทรสงคราม และฝ่ายจัดสรรน้ำฯ สำนักชลประทานที่ 10 ได้ดำเนินการจัดการน้ำในลุ่มน้ำแม่กลองตอนล่าง โดยใช้อาคารที่โครงการป้องกันน้ำเค็มได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ (ประมาณ 80%  ของงานตามแผนทั้งหมด)  และการจัดการน้ำที่ระบายจากเขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนแม่กลอง ; 2544) เป็นเครื่องมือในการควบคุมดูแลคุณภาพน้ำและปริมาณน้ำในลุ่มน้ำแม่กลองตอนล่าง  ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จะอำนวยประโยชน์ แก่เกษตรกร  ไม่ว่าจะเป็นเขตน้ำจืด  เขตน้ำกร่อย  หรือเขตน้ำเค็ม  ตามที่ได้วางแผนไว้    แต่แรก  ตั้งแต่เริ่มโครงการเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

                                เขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนแม่กลอง ; 2544) ซึ่งตั้งห่างจากปากแม่น้ำแม่กลองไปทางต้นน้ำประมาณ  130  กิโลเมตร    ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผันน้ำจากแม่น้ำแควน้อย   และแม่น้ำแควใหญ่ไปยังพื้นที่เกษตรกรรม  แหล่งชุมชน พื้นที่อุตสาหกรรม  ตลอดจนการผลักดันน้ำเค็มบริเวณปากแม่น้ำแม่กลอง  ในจังหวัดสมุทรสงครามที่ซึ่งน้ำทะเลจะไหลทะลักเข้ามาในแม่น้ำแม่กลองในช่วงฤดูแล้ง    ข้อมูลจากกรมชลประทาน      ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม  พ.ศ.  2515  ถึง  มกราคม  พ.ศ.2539  ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ยรายปี  6,750  ล้าน  ลบ.ม.  ดังนั้นน้ำส่วนต่าง ๆ  4,230  ล้าน  ลบ.ม.  จึงถูกส่งไปยังคลองฝั่งขวาของระบบชลประทานแม่กลองใหญ่

                                โครงการชลประทานแม่กลองใหญ่  เป็นโครงการเพื่อการเกษตรขนาดใหญ่  โดยการผันน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนแม่กลอง ; 2544)  เพื่อพัฒนาพื้นที่รอบ ๆ จังหวัดสุพรรณบุรี  จังหวัดนครปฐม  จังหวัดสมุทรสงคราม   จังหวัดสมุทรสาคร   จังหวัดราชบุรี   และจังหวัดเพชรบุรี        โครงข่ายคลองชลประทานโดยมี     

/สายหลักยาว  ...

 

สายหลักยาว 190 กิโลเมตร  และคลองซอย  1,200  กิโลเมตร  (โดยคลองฝั่งซ้ายประกอบด้วย  คลองสายหลัก  80  กิโลเมตร  และคลองซอย  430  กิโลเมตร  ส่วนคลองฝั่งขวา  ประกอบด้วย  คลองสายหลัก  110  กิโลเมตร  และคลองซอย  430  กิโลเมตร  ในพื้นที่ชลประทานครอบคลุม  3  ล้านไร่  พื้นที่ปลูกพืชจะเพิ่มจาก  2.3  ล้านไร่ในปี พ.ศ.2522  (ความหนาแน่นพืช 76% ของพื้นที่)  เป็น 5.4 ล้านไร่ในปี  พ.ศ.2533 (ความหนาแน่นของพืช  180%  ของพื้นที่)

                                นอกจากนี้   น้ำจากแม่น้ำแม่กลองถูกปล่อยมาเพื่อควบคุมความเค็มในบริเวณจังหวัด              สมุทรสงคราม และน้ำเหล่านี้ก็ถูกนำไปใช้ในกิจการสวนผลไม้ เพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว  เขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนแม่กลอง ; 2544) จะต้องปล่อยน้ำประมาณ  50 ลบ.ม./วินาที ในช่วงฤดูแล้ง (ประมาณ  1,577 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี) เพื่อรักษาระดับความเค็ม  ให้น้อยกว่า 2.0 กรัม/ลิตร

                                การป้องกันน้ำเค็ม

                                น้ำเค็มค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาทางตอนล่างของลุ่มน้ำแม่กลอง เนื่องมาจาก

1.       น้ำทะเลเข้ามาทางชายฝั่งทะเล เนื่องจากระดับทะเลสูงกว่า

2.       น้ำทะเลไหลเข้าทางปากแม่น้ำเนื่องจากอิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลง

3.       ขาดปริมาณน้ำที่จะระบายเพื่อผลักดันน้ำเค็ม (เจือจาง)

 สำหรับน้ำทะเลที่ล้นเข้ามาตามชายฝั่งทะเล กรมชลประทานได้ก่อสร้างคันกั้นน้ำเค็มความยาว 36 กิโลเมตร ตามแนวชายฝั่งด้านฝั่งขวาของแม่น้ำแม่กลอง และสร้างคันกั้นน้ำเค็มอีก 58 กิโลเมตร ตามแนว ชายฝั่งด้านฝั่งซ้ายของแม่กลอง เพื่อใช้ควบคุมมิให้น้ำเค็มบุกรุกเข้าสู้พื้นที่ของเกษตรได้โดยสะดวก

                                เขื่อนทดน้ำวชิราลงกรณ (เขื่อนแม่กลอง ; 2544)  ได้ออกแบบเพื่อปล่อยน้ำ 50 ลบ.ม./วินาที  ในฤดูแล้ง  ซึ่งมีปริมาณน้ำเท่ากับ  1,577  ล้าน ลบ.ม./ปี      อย่างไรก็ตามจากรายงานบันทึกการปฏิบัติงาน        เขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนแม่กลอง ; 2544)  ปริมาณน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนรายเดือน   อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าความต้องการในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมในหลายปี  ดังนั้น คันป้องกันน้ำเค็มจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จำเป็นต้องมี เพื่อรักษาและป้องกันน้ำจืดด้านในพื้นที่ไม่ให้ไหลลงสู่ทะเล  และอีกทั้งยังสามารถป้องกันไม่ให้น้ำเค็มไหลเข้ามาทำความเสียหายแก่พื้นที่เกษตรกรรมด้านในคันได้

                                วันที่ 6 พฤษภาคม 2536 นายเฉลิม พรหมเลิศ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร  มีหนังสือที่    สค  0015.2/7387  ลว. 6  พฤษภาคม  2536  เรียน  อธิบดีกรมชลประทาน  ขอให้ดำเนินการก่อสร้างประตู ระบายน้ำ-ประตูน้ำคลองสุนัขหอน ที่ตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมืองสมุทรสาคร และขอให้ขุดลอกคลองที่เชื่อมกับคลองสุนัขหอนให้ด้วย

                                วันที่  20  พฤษภาคม  2536  คณะกรรมการประสานงานและสนับสนุนการบริหารราชการ     ในเขตพื้นที่  มีการประชุมครั้งที่  1/2536    ศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงมหาดไทย  โดยมี  นายอนันต์  อนันตกูล

/ปลัดกระทรวง... 

 

 

ปลัดกระทรวงมหาดไทย  เป็นประธานที่ประชุม  ระเบียบวาระที่  3  เรื่องพิจารณา  หัวข้อ  3.1  ปัญหาเร่งด่วนของแต่ละจังหวัด  3.1(1)  จังหวัดสมุทรสงคราม :  ปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร   อันเนื่องมาจากน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตรกร

ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม                    เสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และได้เสนอต่อที่ประชุมว่า  จังหวัดสมุทรสงคราม  ได้ดำเนินการก่อสร้างคันบังคับน้ำเล็กๆ ประมาณ 300 กว่าคลอง  ส่วนใหญ่สร้างเสร็จแล้วประมาณ 80% แต่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำใหญ่ 3 จุด ได้แก่ ที่บริเวณวัดธรรมโชติ   คลองสุนัขหอน  ในเขตจังหวัดสมุทรสาคร  ที่ปากคลองแม่กลอง  และที่ปากคลองอัมพวา  ซึ่งกรมชลประทานได้จัดทำโครงการป้องกันน้ำเค็มนี้  แต่ได้มีการคัดค้านในการดำเนินการที่คลองสุนัขหอน  เกี่ยวกับเรื่องที่ดิน  ต่อมาได้มีข่าวว่า การประปานครหลวงจะผลักดันน้ำจากลำน้ำแม่กลองด้านบนเลี้ยงคนกรุงเทพฯ  จะทำให้ปริมาณน้ำที่ปล่อยลดน้อยลง  น้ำเค็มจะดันขึ้นไปในลำน้ำแม่กลองจะมีผลกระทบกับพื้นที่คลองเล็กๆ 300  กว่าคลอง  ซึ่งปัญหาก็จะเกิดกับประชาชนได้

ข้อเสนอของผู้แทนกรมชลประทาน               ตามที่จังหวัดสมุทรสงคราม จะสร้างประตูระบายน้ำในแนวใหม่  ซึ่งทางจังหวัดสมุทรสาครจะไม่ได้รับประโยชน์เลย  กรมชลประทานให้ความคิดเห็นว่า ควรขยายแนวมาที่จุดเดิม  คือที่คลองสุนัขหอนในเขตจังหวัดสมุทรสาคร  เพื่อจะได้รับประโยชน์ทั้ง  2  จังหวัด  และที่ปากคลองแม่กลอง  ที่ปากคลองอัมพวา

ประธานฯ             ขอทราบงบประมาณทั้งหมดโดยประมาณเท่าไร

ผู้แทนกรมชลประทาน                       ประมาณ  100  ล้าน

กรรมการและเลขานุการ                      โครงการนี้อยู่ในโครงการพระราชดำริหรือไม่  เพื่อขอรับการสนับสนุน   ไปทาง  กปร.  จะสะดวกขึ้น

ผู้แทนกรมชลประทาน                       ทราบว่า  โครงการนี้อยู่ในโครงการพระราชดำริ

มติที่ประชุม

                                1.  เห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาตามข้อพิจารณาร่วมกันของจังหวัดสมุทรสงคราม  และชลประทานจังหวัดสมุทรสงคราม คือ เสนอให้กรมชลประทานพิจารณาดำเนินการก่อสร้างแนวกั้นน้ำเค็มแนวอัมพวา-เอกชัย  และคันป้องกันน้ำเค็มจากประตูระบายน้ำ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแม่กลองใหญ่  โดยให้มีประตูระบายน้ำร่วม  3  จุด  เพื่อให้ประโยชน์ทั้งจังหวัดสมุทรสาคร  และจังหวัดสมุทรสงคราม  ได้แก่  คลองสุนัขหอนในเขตจังหวัดสมุทรสาครจุดหนึ่ง ที่ปากคลองแม่กลองจุดหนึ่ง และที่ปากคลองอัมพวาอีกจุดหนึ่ง  โดยขอให้ดำเนินการในปีงบประมาณ  2538

                                2.  มอบหมายการดำเนินงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบดำเนินการเป็น  3  ส่วน  ดังนี้

                                ส่วนที่  1  จังหวัดสมุทรสงคราม  ดำเนินการเรื่องปัญหาที่ดินในพื้นที่ดำเนินการ

                                ส่วนที่  2  กรมชลประทาน  ดำเนินการด้านเทคนิคและการของบประมาณ

/ส่วนที่ 3...

 

ส่วนที่  3  ฝ่ายเลขานุการ  ศึกษาว่า  เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหรือไม่โดยขอให้กรมชลประทานรวบรวมข้อมูลส่งฝ่ายเลขานุการฯ  เพื่อที่จะได้ประสานเสนอขอรับการสนับสนุนจาก  กปร.  ต่อไป

ปี  พ.ศ.  2537  กรมชลประทานดำเนินการตามมติที่ประชุม  เมื่อวันที่  20  พฤษภาคม  2536  โดยทำการปรับปรุงและออกแบบอาคารประตูระบายน้ำ-ประตูน้ำที่คลองสุนัขหอน และประตูน้ำที่คลอง     สุนัขหอน  และประตูระบายน้ำ-ประตูน้ำปลายคลองแม่กลอง  และทำนบดินอัมพวา  ซึ่งเป็นอาคารส่วนหนึ่งของคันกั้นน้ำเค็มทางด้านฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลอง  ที่ชะลอการก่อสร้างไว้ เนื่องจากติดปัญหาที่ดินเมื่อปี     พ.ศ.  2533

เมื่อกรมชลประทานทำการออกแบบอาคารดังกล่าวแล้วเสร็จ จึงได้ดำเนินการของบประมาณเพื่อดำเนินการในปี  พ.ศ.  2539  ระหว่างนั้นได้ดำเนินด้านการจัดหาที่ดินไปพร้อมกัน  การดำเนินจัดหาที่ดินสำหรับก่อสร้างประตูระบายน้ำ-ประตูน้ำปลายคลองแม่กลอง   สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จในปี พ.ศ.  2541  และได้รับงบประมาณในการก่อสร้างปลายปี  พ.ศ.  2542   เป็นงบประมาณต่อเนื่อง  3  ปี   ตั้งแต่ปี  พ.ศ.  2542-พ.ศ.  2544  ส่วนการดำเนินการจัดหาที่ดินสำหรับก่อสร้างปิดคลองสุนัขหอนนั้น  ยังติดปัญหาที่ดินอีก  4  ราย  ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการและจัดทำแผนงานเพื่อของงบประมาณสำหรับดำเนินการต่อไป

ง)  งานก่อสร้างประตูระบายน้ำ-ประตูน้ำปลายคลองแม่กลอง  และงานประกอบ

                                งานก่อสร้าง  ปตน และ ปตร.ปลายคลองแม่กลอง  และงานประกอบ  เป็นงานก่อสร้าง      ขนาดใหญ่ใช้งบประมาณทั้งสิ้น  196,927,400  บาท  ประกอบไปด้วย

                                -  งานก่อสร้าง  อาคารประตูระบายน้ำ-ประตูน้ำขนาดใหญ่  และทำนบดินปิดคลองแม่กลอง    ที่หมู่  1, 2, 3  ตำบลบ้านปรก  อำเภอเมือง  จังหวัดสมุทรสงคราม  1  แห่ง

                                -  งานก่อสร้างทำนบดินปิดคลองอัมพวา  ที่  ตำบลบ้านปรก  อำเภอเมือง  จังหวัดสมุทรสงคราม  จำนวน  1  แห่ง

                                จะขอกล่าวถึงงานก่อสร้าง  ปตน.และ ปตร.ปลายคลองแม่กลอง  และงานประกอบ  ทางด้านวิศวกรรม  ไว้พอสับเขปดังนี้

                                1.  งาน ปตร.และ ปตน.ปลายคลองแม่กลอง

                                1.1  ตัวประตูระบายน้ำ  มีไว้เพื่อควบคุม  ระดับน้ำ  ความเค็มของน้ำ  ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน  และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก แบบบานตรงขนาดบาน 6.00x4.30 ม. จำนวน 3 ช่องบาน  มีฟันจระเข้ 2 ชุด  เพื่อลดความรุนแรงของ  กระแสน้ำมีหินเรียงหนา  0.50  ม.  อยู่ด้านเหนือน้ำ  ยาว  143  ม.  และด้านท้ายน้ำยาว  88  ม.

เครื่องกว้านของ ปตร.ปลายคลองแม่กลอง  เป็นเครื่องกว้าน  ขนาด  12  ตัน  มีอุปกรณ์ปิดเปิด

บานด้วยระบบไฟฟ้า  และเครื่องบอกระดับ

/มอเตอร์ไฟฟ้า...

 

                                มอเตอร์ไฟฟ้าต้องเป็นมอเตอร์ ที่มีกำลังไม่น้อยกว่า 3 กิโลวัตต์ความเร็วรอบ 200 รอบต่อนาที  ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ  380V  50Hz  3  phase  พร้อมเบรคติดตั้ง  บนมอเตอร์  ชนิด  AC  Solenoid  Released  Type  รับแรงบิดได้  ไม่น้อยกว่า  ร้อยละ  150  ของแรงบิดสูงสุด  บนมอเตอร์เบรคต้องทำงานได้อัตโนมัติเมื่อมอเตอร์หยุดทำงาน  มอเตอร์และเบรคต้องเป็นชนิด  Water Proof 

                                1.2  ประตูน้ำขนาดใหญ่ (ประตูเรือสัญจร) อยู่ถัดจาก ปตร. มาทางขวามือ  มีไว้เพื่อให้เรือสัญจรไปมาได้  ทำหน้าที่  กั้นน้ำ  และปรับระดับน้ำเพื่อเปิดทางให้เรือผ่าน  ซึ่งประกอบไปด้วยประตูน้ำด้านเหนือน้ำ 2 ชุด  และประตูน้ำด้านท้ายน้ำ  2  ชุด  รวมทั้งสิ้น  4  ชุด  ซึ่งแต่ละชุดประกอบด้วยบานประตู  2  บาน  การเปิด-ปิด  เป็นไปในลักษณะ  เคลื่อนที่  ตามแนวเส้นรอบวงกลม  โดยมีจุดหมุนที่ตรึงไว้ทั้งด้านบนและด้านล่าง  แต่ละบานจะประกอบไปด้วยเหล็กแผ่นหน้าบาน  และคานหลัก  ช่องบานกว้าง  12.00  ม.  และมีความสูง  7.00  ม.  มีการติดยางกันน้ำรั่ว  ที่ด้านข้างและด้านล่าง  ความโก่งตัวของคานหลัก  ไม่ให้เกิด 1 ต่อ 800 เท่า  ของ  Clear  Span  ความเร็วในการเปิด-ปิด  บานประตู  ประมาณ  1.00  ม.  ต่อนาที  ระบบกลไหเปิด-ปิดบานประตูเป็นแบบระบบเฟืองสะพานเฟืองส่งกำลัง  ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์

                                1.3  การก่อสร้างบริเวณ  หัวงานโครงการฯ  ซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็น  ที่ตั้งสำนักงาน,  บ้านพักมาตรฐานข้าราชการ  ระดับ  5-6,  บ้านพักข้าราชการ  มาตรฐานระดับ  3-4 ,  บ้านพักข้าราชการมาตรฐานระดับ 1-2  และบ้านพักคนงาน  8  ครอบครัว

                                1.4  งานก่อสร้างทำนบดิน  ปตร.และ ปตน.ปลายคลองแม่กลอง  ทำนบดินนี้  สร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงทางน้ำจากทางน้ำเดิม  ให้มาใช้ทางน้ำที่สร้างขึ้นใหม่  บริเวณปตร.และ ปตน.  ดังกล่าวตัวทำนบดินมีความกว้างประมาณ  60.00  ม.  ยาวประมาณ  150.00  ม.  สูงประมาณ  9.00  ม.

                                การก่อสร้างใช้แกนเป็นแกนดินถมบดอัดแน่น แล้วขนาบข้างด้วยหินใหญ่ ระหว่างชั้นหินใหญ่กับชั้นดินมี  กรวดและ Geotexile  ก่อนถึงชั้นดิน ผิวด้านบนของแกนดินมีกรวดและหินทิ้งหนา 0.50 ม. บนสันคันดินมีถนน  แอสฟัลท์แบบ  Double  Surface  Treatment  ยาว  150.00  ม.  กว้างประมาณ  9.00  ม.

                                2.  งานทำนบดินอัมพวา  ประกอบด้วย

                                2.1  งานประตูระบายน้ำและท่อลอดทำนบดินอัมพวา  ซึ่งสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำและความเค็มของน้ำได้  งานฐานรากประกอบไปด้วยการตอกเสาเข็ม  คลส.  ขนาด  0.22x0.22  ม.  ยาว  14.00  ม.  สามารถรับ  นน.ได้  8  ตันต่อต้น  จำนวนทั้งหมด  58  ต้น  ตอก  2  แถว  แถวละ  29  ต้น  ห่างกัน  2.40  ม.  ความยาวของแนวตอกเสาเข็มประมาณ 70 ม. หลังจากตอเข็มเสร็จมีชั้นทรายรองพื้นอัดแน่น ต่อทับด้วยคอนกรีตรองพื้น  แล้วจึงวางท่อลอดขนาด  2.10x2.40  ม.  ทำ  Transition  ต่อออกด้านเหนือและท้ายน้ำ

 

/2.2 งานทำนบดิน...

 

                                2.2  งานทำนบดินอัมพวา  มีความกว้าง  ประมาณ 35.00 ม. ยาวประมาณ 110.00 ม. สูง6.50  ม.  แกนเป็นแกนดินบดอัดแน่น  ขนาบข้างด้วยหินใหญ่  ระหว่างชั้นหินใหญ่  กับชั้นดิน  มีกรวด  และ  Geotexile  ก่อนถึงชั้นดิน  ผิวด้านข้างของแกนดินมีกรวด  และหินทิ้งหนา  0.50  ม.  บนสันคันดินมีถนนลูกรังบดอัดแน่น  หนา  0.25  ม.  กว้าง  9.00  ม.  ยาว  110.00  ม.

                                สำหรับงานก่อสร้างประตูระบายน้ำ-ประตูน้ำปลายคลองแม่กลอง  และงานประกอบ  ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้  นับได้ว่าเป็นอาคารประกอบส่วนหนึ่งของโครงการป้องกันน้ำเค็มด้านฝั่งซ้ายของแม่น้ำแม่กลองตัวสุดท้ายที่จะดำเนินการในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม  ผลกระทบที่เกิดจากอาคารดังกล่าวนี้  ไม่ว่าจะเป็นด้านบวก  หรือด้านลบก็ตาม   ถ้าหากเกิดขึ้นไม่น่าจะมีผลกระทบที่รุนแรงต่อลุ่มน้ำแม่กลองแต่อย่างใด  เนื่องจากว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันน้ำเค็ม  พื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามที่มีน้ำหนักไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น  เมื่อเทียบกับงานทั้งโครงการป้องกันน้ำเค็ม  ที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ  ถึง  80%  เมื่อปี  พ.ศ.  2533

                                หน้าที่ของอาคารประตูระบายน้ำ-ประตูน้ำปลายคลองแม่กลอง  ก็คือ  ช่วยควบคุมและจัดการระบบน้ำภายในคลองแม่กลองและพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองฝั่งคลองแม่กลองเท่านั้น  ผลกระทบที่จะออกไปสู่     แม่น้ำแม่กลองมีเพียงเล็กน้อยหรืออาจไม่มีเลย ทั้งนี้การจัดการน้ำในคลองแม่กลองก็จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้น  คือ  เป็นเขตน้ำกร่อย

                                ปี  พ.ศ.2538-พ.ศ.2542  แม่น้ำแม่กลองตลอดลำน้ำคุณภาพน้ำโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2537)  ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ  พ.ศ.2535  เรื่อง  กำหนดมาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา  ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 11 ตอนที่ 16 ง ลงวันที่  24  กุมภาพันธ์  2537  (จากเอกสารล่องลำคลอง ประวัติศาสตร์ คลองบางหลวง คลองด่านสนามชัย คลองสุนัขหอน และคลองอัมพวา วันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน  2543)

                                คุณภาพน้ำในลำน้ำแม่กลอง    ปัจจุบัน  นับว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ดีไม่มีผลกระทบที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแต่ประการใด   ทั้งนี้โครงการป้องกันน้ำเค็มในลุ่มน้ำแม่กลองได้ก่อสร้างแล้วเสร็จถึง   80%   ตั้งแต่ปี  พ.ศ.2533  โครงการดังกล่าวได้ทำหน้าที่ร่วมกับการจัดการน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

                                ขณะนี้โครงการชลประทานสมุทรสงคราม  กำลังก่อสร้างอาคารที่เหลืออีกเพียง  10%  ในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม ให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ ส่วนอีก 10% จะเป็นการดำเนินการในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม  เมื่อดำเนินการได้แล้วเสร็จครบ  100%  จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสมุทรสงคราม  และสมุทรสาคร  เป็นอย่างมาก  ทั้งนี้จะช่วยควบคุมคุณภาพน้ำในคลองแม่กลอง  จังหวัดสมุทรสงคราม  และคลองสุนัขหอน  ในเขตจังหวัดสมุทรสาคร  ให้มีคุณภาพดี  เหมาะแก่การเกษตรกรรมตามเจตนารมย์ของเกษตรกรทั้งสองฝั่งคลอง  ต่อไป

 

 

แผนงานที่กำลังดำเนินการ               ของโครงการชลประทานสมุทรสงคราม

1.  แผนการป้องกันน้ำเค็ม

ดำเนินงานตามแผนงานของโครงการ  ที่ได้วางไว้แล้วให้เสร็จสมบูรณ์

2.  แผนการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย  (อยู่ระหว่างเก็บรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น)

                -  ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ในการวางแผนการแก้ไขปัญหาระยะยาว

                -  ติดตาม  ตรวจสอบ  และหาข้อมูล  เพื่อพิจารณาขอปริมาณน้ำจากเขื่อนแม่กลอง  มาช่วยบรรเทา

                   ความเน่าเสีย

                -  วางแผนการระบายเพื่อลดปัญหาน้ำเน่าเสีย  ในคลองธรรมชาติสายต่างๆ  อย่างเป็นระบบ และรวดเร็ว

                -  วางแผนแก้ไขน้ำเน่าเสียในบางพื้นที่ที่เอื้ออำนวย      และสามารถดำเนินการได้สะดวก     และรวดเร็ว 

    อีกทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ และให้เป็นพื้นที่ตัวอย่างในการแก้ไขปัญหาในระยะต่อไปได้อย่างเป็น

    รูปธรรม  และมีประสิทธิภาพ  เช่น การป้องกันน้ำเน่าเสียในเขตตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา

    จังหวัดสมุทรสงคราม

                                แนวทางการแก้ไขและป้องกันน้ำเน่าเสียในเขต ต.แพรกหนามแดง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม  โดยสภาพพื้นที่โดยทั่วไป  เป็นที่ราบท้องกระทะ  ได้รับน้ำจากคลองประดู่ ผ่านเข้ามาทางคลองผีหลอก  โดยคลองอ้อมจะนำน้ำเน่าเสียจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์  โรงงานอุตสาหกรรม  และชุมชน  จากจังหวัดราชบุรี  และพื้นที่ตอนบน  เข้ามาในพื้นที่เกษตรกรรม  จึงได้วางแผนดำเนินการดังนี้

                                2.1  ก่อสร้างประตูระบายน้ำ  ที่ปากคลองผีหลอก และคลองอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเสียไหล

                                        เข้าพื้นที่

                                2.2  ก่อสร้างคลองรับน้ำ  จากคลองส่งน้ำสาย  2R – 19L – 1R  ของโครงการฯ ราชบุรีฝั่งขวา

                                2.3  ให้เกษตรกรทำการสูบน้ำเพื่อใช้การเกษตรกรรมต่อไป

3.  แผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำทะเลหนุน  (อยู่ระหว่างเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อวางแผนการศึกษาผลกระทบต่อไป)

                                จังหวัดสมุทรสงครามในปัจจุบัน  เกิดปัญหาการทรุดตัวของแผ่นดิน  เมื่อระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจะทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ที่อยู่ระหว่างคันกั้นน้ำเค็มของชลประทานกับชายฝั่งทะเล  เป็นประจำตามจังหวะการขึ้นลงของระดับน้ำทะเล  ทั้งในฤดูน้ำหลาก และในฤดูแล้งด้วย  ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น  โครงการชลประทานสมุทรสงคราม  จึงได้วางแผนแก้ไขปัญหาโดยจะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ   ในระบบบูรณาการ  ดังนี้

3.1    ดำเนินการก่อสร้างประตูระบายน้ำ  ตามแผนการป้องกันน้ำเค็ม ใน ข้อ 1. ให้เสร็จ       เรียบร้อย

 

/3.2 วางแผนงาน...

 

                                3.2  วางแผนติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบกึ่งถาวร (เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายไปติดตั้งในที่ต่างๆ ที่จำเป็นได้)  ที่ ปตร. ตามคันกั้นน้ำเค็มเดิม  เพื่อช่วยในการประบายน้ำในพื้นที่ตอนบน

                                3.3  เก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง  โดยเฉพาะอัตราการทรุดตัวของแผ่นดิน  (ข้อมูลในจังหวัดใกล้เคียง คือ จังหวัดสมุทรปราการ  มีอัตราการทรุดตัวประมาณ  2.2 – 7.5  เซนติเมตร/ปี)

                                3.4  วางแผนก่อสร้างทำนบป้องกัน  หรือพนังกั้นน้ำทะเล  บริเวณชายฝั่งทะเล  เรียบตามแม่น้ำแม่กลอง  ไปจนถึงคันกั้นน้ำเค็มเดิมของกรมชลประทาน

                                3.5  วางแผนก่อสร้างประตูระบายน้ำ  ตามคลองธรรมชาติที่ทำนบ  หรือพนังกั้นน้ำทะเล  พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบกึงถาวร  เพื่อช่วยสูบน้ำออกสู่ทะเลในกรณีที่มีน้ำจากพื้นที่ตอนบนมีปริมาณมาก  ไม่สามารถระบายออกสู่ทะเลได้โดยสะดวก